การเดาอนาคต
การเดาอนาคตไม่ใช่เรื่องของตาทิพย์ โชคลาง หรือเวทมนตร์คาถา หรอกครับแต่ในความเป็นจริงแล้ว
มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดและวิวัฒนาการมาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยความสามารถในการคาดเดาอนาคตผ่านสิ่งที่เราเรียกกันว่าแพทเทิร์นครับ
สมองของพวกเราสามารถทำให้มันทำนายผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก
ลองจินตนาการถึงมนุษย์ยุคถ้ำที่อาศัยอยู่กลางป่า
เมื่อเขาได้ยินเสียงพุ่มไม้ไหวผิดปกติประกอบกับลมที่พัดเอากลิ่นสาบสัตว์ที่ดุลอยมาตามลม
เขาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เสือ สิงห์โตหรือสัตว์ที่ดุร้ายกระโจนออกมาขย้ำคอก่อนถึงจะรู้ว่าต้องวิ่งหนี
นั่นไม่ใช่เพราะเขามีญานทิพย์หยั่งรู้อนาคตอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะสมองของเขาได้ทำการบันทึก ประมวลผล
และจดจำรูปแบบของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆ ในอดีต เพื่อฉายภาพเหตุการณ์ถัดไปที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าต่างหากครับ
เมื่อเราเติบโตและขับเคลื่อนมาจนถึงโลกยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งรอบตัวเราก็ยังคงดำเนินไปภายใต้กลไกของรูปแบบและวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้นครับ
ไม่ว่าจะเป็นวงจรเศรษฐกิจ พฤติกรรมของผู้คน เทรนด์ในโลกออนไลน์ หรือแม้แต่การตัดสินใจในชีวิตประจำวันของตัวเราเอง
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีพิมพ์เขียวบางอย่างที่ซ่อนอยู่เสมอ ผมเชื่อว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา แต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งบางส่วนเราอาจมองเห็นได้ และบางส่วนอาจยังซ่อนอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรมันคือเหตุและผลที่ร้อยเรียงต่อกันเหมือนโดมิโนที่กำลังล้มลงมาทีละตัว
หน้าที่ของคนที่จะมองเห็นอนาคตได้ก่อนใคร จึงไม่ใช่การนั่งหลับตาแล้วเดาสุ่มไปเรื่อยเปื่อยครับ แต่คือการฝึกฝนสายตาให้มองทะลุรูปแบบเหตุการณ์ตรงหน้า เพื่อจับทางให้ได้ว่าโดมิโนตัวก่อนหน้ามันเรียงตัวมาอย่างไร และแรงเหวี่ยงนั้นจะส่งผลให้โดมิโนตัวถัดไปล้มลงในทิศทางไหน
การเข้าใจอดีตและอ่านปัจจุบันอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูไปสู่การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ได้อย่างแม่นยำที่สุด
หากคุณต้องการคาดเดาอนาคตให้ได้แม่นยำในระดับที่ใช้งานได้จริงในโลกที่มีความซับซ้อน คุณจะพึ่งพาแค่ตรรกะเหตุและผลแบบทื่อๆ ประเภทที่ว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้แล้วจะต้องเกิดสิ่งนั้นตามมาเสมอไม่ได้เลย เพราะในโลกของความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นและสถานการณ์รอบตัวก็มีตัวแปรนับร้อยนับพันที่
เข้ามาพร้อมกัน และสิ่งที่จะแยกแยะระหว่างคนที่มีแค่สัญชาตญาณเดาสุ่ม กับคนที่มีทักษะในการมองเห็นภาพอนาคตได้อย่างเด็ดขาด จึงไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลว่ามีตรรกะหรือเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก่อนหน้า แต่คือความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อประเมินและใส่ ค่าน้ำหนัก ให้กับตรรกะแต่ละตัวได้อย่างถูกต้องครับ
สมมติว่าเหตุการณ์ที่คุณกำลังพยายามเดาว่า เพื่อนร่วมงานคุณจะลาออกมั้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตรรกะและสัญญาณก่อนหน้า ที่คุณรวบรวมมาได้อาจจะมีตั้งแต่ เขาบ่นเรื่องเงินเดือนน้อย, เขามีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หรือมาทำงานด้วยความห่อเหี่ยว หากคุณมองด้วยตรรกะทั่วไปแบบไม่มีการแยกแยะ คุณอาจจะเหมารวมและสรุปทันทีว่าเขาลาออกแน่ๆ แต่ในความเป็นจริง เราควรต้องนำตรรกะแต่ละข้อมาคำนวณค่าน้ำหนักความสำคัญอย่างละเอียดนะครับ เช่น การบ่นเรื่องเงินเดือนในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอาจจะมีค่าน้ำหนักในการตัดสินใจแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเรื่องปกติที่ใครก็บ่นกันก็ได้
แต่การกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงานจนมองหน้ากันไม่ติด อาจจะมีค่าน้ำหนักสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะมันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจโดยตรงในทุกๆ นาทีที่นั่งทำงานร่วมกัน และเมื่อเรานำตรรกะก่อนหน้ามาบวกลบคูณหารหรืออะไรก็ว่าไปกับค่าน้ำหนักเหล่านั้น ผลลัพธ์สุดท้ายที่ถูกถอดรหัสออกมาจึงจะกลายเป็นภาพอนาคตที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดนั่นเองครับ แต่มันก็ไม่เสมอไปนะ เพราะถ้ามีตัวแปรใหม่สอดเข้ามา เช่นตัวแปรใหม่ คือ เจ้านายที่คุยแบบเปิดใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจและเข้ามาคุยในพื้นที่ส่วนตัว ก็อาจทำให้เพื่อนร่วมงานนั้นไม่ลาออก เพราะมันมีข้อมูลใหม่ที่ถูก input เข้าไปปรับค่าน้ำหนักซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลกับการที่จะเกิดเหตุการณ์ในลำดับถัดไปครับ
การเดาอนาคตจึงเป็นเรื่องของการมองหาว่า ในบรรดาตรรกะหรือเงื่อนไขมากมายที่เกิดขึ้น ปัจจัยไหนคือตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลรุนแรงพอที่จะขับเคลื่อนให้เกิดแพทเทิร์นถัดไป และปัจจัยไหนเป็นแค่เสียงรบกวนภายนอกที่ไม่มีผลอะไรเลย หรือเหมือนว่าจะมีผลแต่อาจจะไม่มีผล หรือมีผลแต่ค่าน้ำหนักน้อยเกินไป และถ้าคุณฝึกฝนที่จะมองโลกผ่านเลนส์ของการคำนวณค่าน้ำหนักแบบนี้ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์บางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตกลับเงียบหายไปเฉยๆ แต่เหตุการณ์บางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ผู้คนมองข้าม กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนจนเปลี่ยนทิศทางของสถานการณ์ไปโดยสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะพิมพ์เขียวของวันพรุ่งนี้ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยจำนวนของสิ่งที่เรามองเห็นในอดีต แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของค่าน้ำหนักที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหากครับ